ครม.เตรียมเยี ยวย าเพิ่มอีก 3 จังหวัด

คณะรั ฐมนตรี มีมติอนุมัติกรอบวงเงิ นเยี ยวย านายจ้างและผู้ประกันตนมาตรา 33 ใน 9

สาขากิจการที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการล็อกดาวน์ 10 จังหวัด เป็นเงิ นกว่า 13,500 ล้านบ าท

พร้อมเห็นชอบให้ขย ายขอบเขตมาตรการดังกล่าว ครอบคลุมพื้นที่ล็อกดาวน์เพิ่มอีก 3 จังหวัด

ได้แก่ จังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี และพระนครศรีอยุธยา รวมเป็น 13 จังหวัด ส่วนวงเงิ นที่ใช้ต้องเสนอคณะ รั ฐมนตรีพิจารณาต่อไป

สำหรับอัตราการจ่ายและวิธีการจ่ายเงิ นยังคงตามหลักเกณฑ์เดิม คือ ลู กจ้างในระบบประกันสังคม มาตรา 33

จะได้รับเงิ นชดเชย 50% ของค่าจ้าง แต่ไม่เกิน 7,500 บ าท และลูกจ้างสัญชาติไทยจะได้เงินเพิ่มจากรั ฐอีก 2,500 บ าท

รวมแล้วไม่เกิน 10,000 บ าทต่อคน ส่วนนายจ้างในระบบ จะได้รับชดเชย 3,000 บ าท ต่อลูกจ้างหนึ่งคน แต่ไม่เกิน 200 คน

หรือ 600,000 บ าท สำหรับแรงงานมาตรา 39 และ 40 กลุ่มอาชีพอิสระจะได้รับเงิ นชดเชย 5,000 บ าท

ขณะที่ สำนักงานประกันสังคม สรุปยอดจ่ายสิทธิประโยช น์ทดแทน กรณีว่างงานจากเห ตุสุดวิสัยCV จำนวน 50% ของค่าจ้าง

ให้แก่คนงานในแคมป์ที่ถูกสั่งปิด และผู้ประกันตนใน 5 กิจการ รวมแล้วกว่า 28,000 คน เป็นเ นกว่า 138 ล้านบาท

พร้อมกันนี้ กระทรวงแ รงงานได้จัดส่งอาหารกล่องและเครื่องอุปโภคบริโภคจำเป็นที่ภาคเอกช นร่วมบริ จ าค ไปแจกจ่ายให้แก่คนงานในแคมป์ต่าง ๆ ด้วย

นอกจากนี้ คณะ รัฐมนตรียังกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งจัดระบบรองรับผู้ป่ วยCVที่จะเดินทางกลับภูมิลำเนามากขึ้น

ซึ่งเรื่องนี้ กระทรวงมหาดไทยมีคำสั่งให้ทุกจังหวัดที่นอกจากกำชับให้ต้องปฏิบัติตามมาตรการคัดกรองคุมเข้มการเดินทางแล้ว

ยังต้องเตรียมความพร้อมรองรับผู้ติดเชื้อแบบบูรณาการ จัดสถานที่แยกกักตัวที่บ้านและชุมช น รวมถึงโ รงพย า บ าลสนามอย่างเหมาะสมตามศักยภาพด้วย

อีกประเด็นที่น่าสนใจ คณะรั ฐมนตรียังมีมติปรับเปลี่ยนโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ เพิ่มวงเงิ นคำนวณสิทธิ e-Voucher เป็น 10,000 บ าทต่อคนต่อวัน

แต่ยังคงจำกัดวงเงินใช้จ่ายสูงสุดที่จะนำมาคำนวณสิทธิ ไม่เกิน 60,000 บ าทต่อคน

พร้อมขย ายระยะเวลาให้ใช้จ่ายได้ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน จากเดิมให้สิ้นสุดในเดือนกันย ายน